Alt text

คุณแม่มือใหม่ มาทำความเข้าใจผิวทารกแรกเกิดกันเถอะ?

คุณแม่มือใหม่ มาทำความเข้าใจผิวทารกแรกเกิดกันเถอะ?

คุณแม่มือใหม่หลายคนเกิดความกังวลใจ เมื่อสังเกตเห็นผิวของลูกน้อยมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผดผื่น ตุ่มใส ไขที่ติดอยู่ตามผิวหนัง รวมถึงภาวะตัวเหลือง สารพันปัญหาของทารกแรกเกิดเหล่านี้ต้องรับมืออย่างไร เรามีคำแนะนำดีๆ จาก แพทย์หญิงนวลรัตน์ หาญศิริพันธุ์ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลพญาไท 3 มาช่วยไขข้อข้องใจให้กับคุณแม่มือใหม่ค่ะ

Q: ลักษณะผิวของทารกแรกเกิดเป็นอย่างไร
A: ผิวทารกแรกเกิดจะมีโครงสร้างและทำหน้าที่คล้ายผิวผู้ใหญ่ เช่น ควบคุมอุณหภูมิ รับรู้ความรู้สึก ขับเหงื่อและลดการสูญเสียความร้อน ที่สำคัญคือปกป้องผิวจากอันตรายภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี สารระคายเคือง เชื้อโรค แสงแดดและรังสีอัลตร้าไวโอเลต ในช่วงที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 34 สัปดาห์ ทารกในครรภ์ก็มีโครงสร้างและส่วนประกอบของชั้นผิวเหมือนของผู้ใหญ่แล้ว เพียงแต่มีชั้นหนังกำพร้าบางกว่าผู้ใหญ่ร้อยละ 20 ซึ่งจะพัฒนาจนเทียบเท่าผู้ใหญ่เมื่ออายุครบ 1 ปี ที่สำคัญทารกยังมีพื้นที่ผิวกายต่อน้ำหนักตัวมากกว่าผู้ใหญ่ จึงทำให้ผิวทารกมีโอกาสดูดซึมสารเคมี สารก่อภูมิแพ้ และยาทาภายนอกได้ง่ายและในปริมาณมากกว่าผู้ใหญ่ จนอาจเกิดอันตรายต่อทารกได้
นอกจากนี้การทำงานของต่อมเหงื่อและต่อมไขมันในทารกไม่สมบูรณ์ จึงมีโอกาสเกิดการสูญเสียความร้อน และร่างกายเกิดภาวะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามอุณหภูมิแวดล้อมได้ง่าย ส่วนการยึดเกาะกันของเซลล์ต่างๆ ในชั้นผิวก็ยังไม่แน่นและไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ รวมทั้งการทำงานของเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินก็ยังทำงานได้ไม่ดีเท่า จึงทำให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่นของชั้นหนังแท้งยังไม่สมบูรณ์ มีโอกาสเกิดถุงน้ำ แผล และการอักเสบของผิวหนังจากการเสียดสีได้ง่าย

Q: ไขบนผิวหนังทารก เกิดขึ้นได้อย่างไร
A: ไขที่ผิวทารกหลังคลอด เรียกว่า Vernix Caseosa ลักษณะเป็นแผ่นฟิลม์สีขาว เคลือบผิวทารกในช่วง 3 เดือนก่อนคลอด ไขนี้ประกอบด้วยไขมันที่สร้างจากต่อมไขมัน ไขมันที่สร้างจากเซลล์ผิวหนัง เซลล์ผิวหนังที่หลุดออกและขนอ่อนที่ผิวหนัง ซึ่งไขนี้มีคุณสมบัติป้องกันผิวทารกจากน้ำคร่ำที่จะทำให้ผิวทารกเปื่อย นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมอุณหภูมิ ป้องกันการติดเชื้อโรค ป้องกันการระเหยของน้ำจากผิว และช่วยหล่อลื่นผิวทารกในช่วงการคลอด

Q: จุดเล็กๆ บนผิวทารกคืออะไร และทำยังไงถึงหาย
A: จุดหรือตุ่มที่ผิวทารก เรียกว่า มิเลีย มีขนาดเล็ก 1-2 มิลลิเมตร สีขาวหรือออกสีเหลือง เกิดจากการฝังตัวของ Keratin ที่ผิวชั้นบนสุดของหนังกำพร้า มักพบบ่อยบนใบหน้าบริเวณแก้ม จมูก คาง หน้าผาก และยังพบได้ตามที่อื่นๆ ของร่างกายได้ด้วย เช่น ถ้าพบที่เหงือก เรียกว่า Bohn’s nodules ซึ่งคุณพ่อคุณแม่บางท่านเข้าใจผิดคิดว่าเป็นฟันของลูกน้อย ถ้าพบในปากบริเวณกึ่งกลางเพดานมีลักษณะเป็นจุดสีเหลืองเรียกว่า Epstein’spearl ตรงจุดนี้ไม่มีอันตราย สามารถหลุดหายไปได้เองเมื่อลูกอายุประมาณ 3- 4 สัปดาห์ หรืออาจอยู่นานเกิน 3 เดือนก็ได้ พอหายแล้วจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นใดๆ ยกเว้นในกรณีที่มีจุดหรือตุ่มเหล่านี้จำนวนมาก หรือเป็นนานแล้วแต่ตุ่มยังไม่หายไป อาจต้องมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมบางโรคค่ะ

Q: เมื่อทารกแรกเกิดเป็นผดร้อน ควรดูแลอย่างไร
A: ผดร้อนในทารกแรกเกิดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงอายุ 1-2 สัปดาห์ ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ตุ่มหนองขนาดเล็กๆ หรือตุ่มแดง เกิดจากการพัฒนาของต่อมเหงื่อและผิวหนังทารกยังไม่ดี ทำให้ท่อของต่อมเหงื่อเกิดการอุดตัน และมีการรั่วของเหงื่อที่ผิวหนัง ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ หน้าผาก คอ รักแร้ ข้อพับแขนขา การรักษาที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงอากาศร้อน อยู่ในที่ถ่ายเทอากาศได้ดี ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย ถ้าอากาศร้อนมากให้อาบน้ำหรือเช็ดตัวเพื่อล้างเอาเหงื่อออก จะทำให้ผื่นลดลงได้ แต่ถ้าเป็นมากควรไปพบแพทย์เพื่อใช้ยาและตรวจดูว่าตุ่มน้ำใสนั้นมีการติดเชื้อร่วมด้วยหรือเปล่า

Q: ภาวะตัวเหลืองของทารกแรกเกิดอันตรายหรือไม่ และมีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง
A: อาการตัวเหลืองเกิดจากการมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า ‘บิลิรูบิน’ จำนวนมากกว่าปกติ ทำให้ผิวทั่วตัวและตาขาวเป็นสีเหลือง ทารกเกือบทุกคนหลังจากอายุได้ 1 สัปดาห์จะมีระดับสารเหลืองสูงกว่าค่าปกติ และประมาณ 2 ใน 3 จะมีอาการตัวเหลืองโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย (physiologic jaundice) เราจะเริ่มมองเห็นว่าทารกเริ่มเหลืองได้ตั้งแต่ 24 ชั่วโมงหลังคลอด และจะมีอาการเหลืองสูงสุดช่วง 5-7 วันหลังคลอด จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงและหายไปใน 14 วันหลังคลอด แต่ทารกที่ดื่มนมมารดาอย่างเดียว อาจพบอาการตัวเหลืองโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายได้นานถึง 2 เดือน

สาเหตุหลักของอาการเหลือง เกิดจากการแตกของเม็ดเลือดแดงของมารดาในตัวทารก โดยในเม็ดเลือดแดงมีสารเหลืองอยู่ และตับของทารกยังขับสารเหลืองได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ ทำให้เกิดการคั่งของสารเหลืองในเลือด คุณพ่อและคุณแม่สามารถสังเกตอาการตัวเหลืองที่ไม่ปกติได้ เช่น ทารกมีอาการเหลืองเร็ว คือเริ่มเหลืองเมื่ออายุน้อยกว่า 24 ชั่วโมง หรือหากมีการเจาะเลือดตรวจในแต่ละวัน พบค่าสารเหลืองเกิน 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ถือว่าลูกน้อยมีอาการเหลืองเร็ว รวมถึงมีอาการตัวเหลืองนานเกิน 14 วัน โดยที่ทารกไม่ได้กินนมแม่ ในกลุ่มนี้สาเหตุอาจมาจากความผิดปกติของท่อน้ำดีภายนอกตับ หรือเกิดจากสาเหตุในตับ เช่น ภาวะตับอักเสบในทารกแรกเกิด การติดเชื้อบางชนิด เกิดจากมีภาวะส่งเสริมให้มีการแตกของเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ เช่น ภาวะเลือดของมารดาและบุตรมีเลือดคนละกรุ๊ป โดยเฉพาะมารดาที่มีกรุ๊ปเลือดโอ มีภาวะเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ มีการงดอาหารหรือได้รับสารอาหารน้อย

การรักษาอาการตัวเหลือง ต้องดูจากสาเหตุเป็นหลัก ร่วมกับการลดระดับบิลิรูบินลง ด้วยการส่องไฟรักษาเพื่อกำจัดบิลิรูบินออกจากร่างกาย ในกรณีที่ระดับบิลิรูบินสูงมากอาจต้องรักษาด้วยการเปลี่ยนถ่ายเลือด หากทารกตัวเหลืองจากนมแม่ ควรให้ดูดนมแม่ให้มากที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ เพราะนมแม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 80 % เพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้มากและเร็ว ส่งผลให้ถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น เพื่อช่วยขับสารเหลืองออกให้เร็วที่สุดโดยอาจรักษาด้วยการส่องไฟร่วมด้วยถ้าระดับบิลิรูบินสูง

Q: ปัญหาผิวหนังของทารกที่พบได้บ่อยมีอะไรอีกบ้าง
A: ปัญหาอื่นที่พบบ่อยในทารกแรกเกิดแต่ไม่เป็นอันตราย อย่างเช่น
สิวในวัยทารก มักพบช่วงอายุ 2- 4 สัปดาห์ พบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง สาเหตุแท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด คาว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรมและต่อมไขมันของทารกถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนจากมารดา ส่วนใหญ่สิวในวัยทารกจะหายได้เองภายใน 2- 3 เดือน
ปานแดงท้ายทอย (Salmon Patch) พบได้บ่อย โดยเกิดจากเส้นเลือดทารกที่ขยายตัวในครรภ์มารดายังคงอยู่ ลักษณะเป็นผื่นราบสีชมพูหรือแดงบริเวณท้ายทอยและหว่างคิ้ว จะเห็นชัดเมื่อลูกร้องไห้ ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ผื่นจะเห็นอยู่นานเป็นปีหรืออาจคงอยู่ตลอดไป
ต่อมไขมันอักเสบ (Seborrheic dermatitis) มีลักษณะเป็นขุยหรือสะเก็ดเหนียวสีเหลืองที่ศีรษะ อาจเห็นเป็นผื่นแดงที่แก้ม ไรผมหลังหู คิ้ว หน้าอก อาการเริ่มในช่วงอายุ 3-12 สัปดาห์ สาเหตุแท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากต่อมไขมันของทารกถูกกระตุ้นมากผิดปกติจากฮอร์โมนของมารดาขณะตั้งครรภ์ คุณพ่อและคุณแม่อาจรักษาเองโดยทาน้ำมันมะกอกทิ้งไว้ก่อนสระผม 15-20 นาที หากอาการยังไม่ดีแนะนำให้พาไปพบแพทย์